ย่อแรงเพื่อ...รอซื้อกลับ! “ฮั่วเซ่งเฮง” เปิดเป้าทองปีนี้! 4,900-5,000 ดอลลาร์
ทองคำย่อแรงหลังพุ่ง 10% “ฮั่วเซ่งเฮง” ชี้ 4,300–4,320 ดอลลาร์เริ่มมีแรงซื้อกลับ จับตาเฟด-สงครามอิหร่าน พร้อมเปิดเป้าปีนี้แตะ 4,900-5,000 ดอลลาร์
นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา IAA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส เปิดเผยในรายการ Wealth Wake up โดยประเมินทิศทางราคาทองคำในเดือนสิงหาคมว่า กลับมามีความสดใสอย่างมาก หลังราคาปรับตัวขึ้นแรงและเร็ว โดยในเดือนนี้ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นราว 400 ดอลลาร์ หรือประมาณ 10% ส่งผลให้เริ่มเห็นแรงเทขายทำกำไรออกมา
แม้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัว โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับลดลง และ PPI ล่าสุดอยู่ที่ 4.7% จากเดือนก่อนที่ 5.5%
และเคยทำจุดสูงสุดที่ 6.5% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ แต่แรงขายทำกำไรยังเกิดขึ้นหลังราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซึ่งสัญญาณดังกล่าวสะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของกองทุน SPDR ที่เมื่อวานนี้ขายทองคำออกมา 2.57 ตัน หลังจากก่อนหน้านี้เข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง 7 วัน โดยตลอดเดือนสิงหาคม SPDR เข้าซื้อทองคำสะสมแล้วประมาณ 16 ตัน สะท้อนว่าแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนสถาบันเริ่มเกิดขึ้น
สำหรับแนวโน้มระยะสั้น ฮั่วเซ่งเฮงมองว่าแรงเทขายทำกำไรอาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาราว 10% ภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์กว่าๆ โดยประเมินแนวรับสำคัญที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ต้องรับให้อยู่ หากหลุดระดับดังกล่าว แนวรับสำคัญถัดไปจะอยู่ที่ 4,200 ดอลลาร์
ทั้งนี้ ระดับ 4,200 ดอลลาร์ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาทองคำในเดือนสิงหาคม เนื่องจากเดิมในเดือนกรกฎาคมราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ 3,960-4,200 ดอลลาร์ ก่อนจะสามารถเบรกทะลุแนวต้านที่ 4,200 ดอลลาร์ขึ้นมาได้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ระดับดังกล่าวเปลี่ยนจากแนวต้านมาเป็นแนวรับสำคัญ
ฮั่วเซ่งเฮงคาดว่า หากราคาทองคำย่อลงมาอยู่บริเวณ 4,300-4,320 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ จะเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามา ขณะที่หากหลุด 4,300 ดอลลาร์ อาจมีโอกาสปรับลงไปทดสอบระดับประมาณ 4,100 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม มองว่าโอกาสที่ราคาจะกลับไปต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ หรือบริเวณ 4,000 ดอลลาร์นั้นค่อนข้างยาก
ขณะเดียวกัน กรอบแนวรับ-แนวต้านของทองคำได้ขยับขึ้น โดยฮั่วเซ่งเฮงประเมินกรอบเดือนสิงหาคมไว้ที่ประมาณ 4,200-4,500 ดอลลาร์ และอาจมีโอกาสขึ้นทดสอบเหนือ 4,500 ดอลลาร์ แต่ยังมองว่าแนวต้านสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับ SMA 200 วัน จะยังเป็นด่านสำคัญและอาจมีแรงขายออกมา
จับตาเฟดเดือนกันยายน จุดเปลี่ยนราคาทองคำ
สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนทองคำต้องติดตามต่อจากนี้ ฮั่วเซ่งเฮงมองไปที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือนกันยายน โดยเฉพาะประมาณการอัตราดอกเบี้ย หรือ Dot Plot ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนทิศทางนโยบายการเงินของเฟด และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาทองคำ
นางศิริลักษณ์ระบุว่า ช่วงต้นปีตลาดเคยมองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ แต่สถานการณ์สงครามทำให้มุมมองเปลี่ยนไป และปัจจุบันเฟดยืนยันว่าจะลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นช่วงปลายปี
หากการประชุมเดือนกันยายนส่งสัญญาณว่าเฟดมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น จากเดิมที่ตลาดกังวลว่าเฟดจะตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน ก็จะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำ และเพิ่มโอกาสที่ราคาจะกลับมาเป็นขาขึ้น โดยอาจเห็นการทดสอบทะลุระดับ 4,500 ดอลลาร์ได้ในเดือนกันยายน
ดอลลาร์ไม่แข็งแรงเหมือนช่วงสงครามรอบแรก
ด้านค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ดอลลาร์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวบริเวณระดับ 100 จุด บวกลบเล็กน้อย และมีโอกาสเห็นระดับต่ำกว่า 100 จุด โดยโอกาสที่ดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็วเหมือนช่วงสงครามอิหร่านในเดือนมีนาคมนั้นค่อนข้างยาก
เนื่องจากช่วงดังกล่าวนักลงทุนขายทองคำเพื่อถือเงินสดและดอลลาร์ ซึ่งมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ปัจจุบันดอลลาร์ไม่ได้มีแรงหนุนในลักษณะเดียวกัน หากเฟดตรึงดอกเบี้ยหรือเริ่มลดดอกเบี้ย ก็มีโอกาสที่ดอลลาร์จะกลับมาอ่อนค่า ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดทองคำโลก
อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลลบต่อราคาทองคำในประเทศ โดยฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกประมาณ 10 สตางค์ จะมีผลลบต่อราคาทองคำในประเทศประมาณ 200 บาท
ทองคำแท่งรายย่อยยังไม่กลับมาคึกคัก
สำหรับการลงทุนทองคำแท่ง ฮั่วเซ่งเฮงมองว่าบรรยากาศยังไม่คึกคักเหมือนช่วงเดือนมกราคม เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวขึ้นเร็ว ทำให้นักลงทุนรายย่อยยังไม่มั่นใจว่าราคาจะกลับเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน
ขณะที่ฝั่งนักลงทุนสถาบันเริ่มเห็นสัญญาณการกลับเข้าซื้อ โดยเฉพาะ ETF ทองคำของจีน ซึ่งในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมมีเงินไหลเข้า (Inflow) ประมาณ 6 ตัน สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันในจีนเริ่มกลับเข้ามาสะสมทองคำอีกครั้ง แต่ในส่วนของนักลงทุนรายย่อยยังไม่ได้กลับเข้ามาอย่างเต็มที่
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนทองคำโดยรวม หากพิจารณาจากเส้นค่าเฉลี่ย SMA 200 วัน ซึ่งสะท้อนต้นทุนเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 1 ปี อยู่ที่ราว 4,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ โดยนักลงทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์เริ่มมีกำไร ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีกำไรมากนัก
ลุ้นทองแตะ 5,000 ดอลลาร์ จับตาสงคราม-เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
สำหรับโอกาสที่ราคาทองคำจะขยับจากระดับ 4,500 ดอลลาร์ขึ้นไปถึง 5,000 ดอลลาร์ ฮั่วเซ่งเฮงมองว่าต้องมีปัจจัยขนาดใหญ่เข้ามาผลักดัน โดยนอกจากทิศทางดอกเบี้ยแล้ว ยังต้องจับตาสถานการณ์สงครามอิหร่าน รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569
พร้อมมองว่า การเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นอีกหนึ่งจุดที่ผลักดันราคาทองคำ หากเกิดรัฐบาลที่มีการแบ่งอำนาจระหว่างสองพรรค ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบาย รวมถึงความขัดแย้งเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้ และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิด Government Shutdown
โดยสถิติที่ผ่านมาในปี 2010 ซึ่งเกิดรัฐบาลแบ่งอำนาจ ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 13% ในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้ง ขณะที่ปี 2018 ราคาทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 4.4% ในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้ง
ส่วนสถานการณ์สงครามอิหร่านยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะยุติลง และปัญหาการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นประเด็นสำคัญ ขณะที่การเจรจาข้อตกลงหยุดยิงยังมีความเปราะบาง และอาจกลับมาเกิดการโจมตีกันอีกครั้ง
ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า หากสถานการณ์นำไปสู่การยุติสงครามและมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ อาจเป็นจุดที่ทำให้เกิดแรงซื้อทองคำเข้ามาอย่างหนัก และเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาทองคำสามารถทะลุแนวต้าน 4,500 ดอลลาร์ได้
สำหรับเป้าหมายราคาทองคำในปีนี้ นางศิริลักษณ์ระบุว่า บริษัทและผู้ค้าทองคำชั้นนำในประเทศไทย หรือ ออสสิริส มองไว้ที่ประมาณ 4,900-5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งถือเป็นกรอบบนหรือระดับสูงสุดที่มีโอกาสเห็นได้ในรอบนี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB